ตำรับอาหารชาววังยุคใหม่ของ มล.เติบ ชุมสาย

มล.เติบ ชุมสาย เป็นที่รู้จักในนามของผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารไทย โดยเฉพาะอาหารไทยสมัยใหม่รวมถึงเป็นผู้เผยแพร่ตำรับอาหารไทยเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติทำให้อาหารไทยมีชื่อเสียงอย่างมากและเป็นที่รู้จักจนถึงปัจจุบัน มล.เติบ ชุมสาย เกิดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ.2456 นอกจากจะเป็นผู้ที่เผยแพร่ตำรับอาหารไทยชาววังและอาหารคาวหวานอื่นๆแล้ว ท่านยังเป็นผู้จัดและผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ รายการแม่บ้าน ออกอากาศทางช่อง 4 บางขุนพรหม และช่อง 9 อ.ส.ม.ท ในตอนนั้น ซึ่งรายการนี้ออกอากาศนานกว่า 20 ปี เป็นรายการยอดนิยมที่เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการประกอบอาหารไทย นอกจากนี้ยังมีหนังสือ คู่มือแม่บ้าน จำหน่ายอีกด้วย

มล.เติบ ทรงเป็นคนแรกที่เป็นผู้คิดค้นและปรับปรุงอาหารชาววังรุ่นใหม่ เพื่อให้ผู้คนได้นำสูตรอาหารชาววังมาประกอบอาหารเองภายในบ้าน หรือกระทั่งนำมาประกอบอาชีพก็ได้ โดยการปรับปรุงดัดแปลงสูตรและรสชาติอาหารให้เข้ากับสังคมปัจจุบันได้อย่างลงตัว รายการแม่บ้าน ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างมากในด้านการนำเสนอสูตรอาหารชาววังมีการปรับเปลี่ยนให้วิธีการทำง่ายขึ้นสำหรับแม่บ้านสมัยใหม่ สูตรดังกล่าวนั้นสามารถนำไปเป็นร้านอาหารชื่อว่า ครัวชุมสาย ซอยราชครู ที่ขายดีอย่างมาก ด้วยความสามารถของท่าน ทำให้ท่านได้มีโอกาสเป็นพระเครื่องต้นในวังทำอาหารถวายพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 และเจ้านายพระองค์ต่างๆในวังด้วย นอกจากนี้ยังมีโอกาสทำอาหารชาววังให้กับ มาร์ลอน แบรนโด นักแสดงชาวต่างชาติระดับโลกได้ทาน นอกจากนี้สูตรอาหารและความอร่อยที่ท่านประกอบอาหารนั้นยังได้เผยแพร่ในภาพยนตร์เรื่อง ugly american ซึ่งถ่ายทำในประเทศไทย อีกทั้งยังเป็นจุดกำเนิดของผู้แนะนำสื่ออาหารแขนงต่างๆมากมาย อาทิ แม่ช้อยนางรำ เป็นต้น

ตำรับ แม่ครัวหัวป่าก์ ของท่านผู้หญิงเปลี่ยน

เวลาทำอาหารหรือได้ยินเรื่องราวของอาหาร เราคงจะได้ยินคำว่า แม่ครัวหัวป่าก์ ซึ่งความหมายดังกล่าวนั้นหมายถึงผู้ที่ประกอบอาหารอร่อยรสชาติดีเยี่ยมรวมถึงมีความพิถีพิถันในการทำอาหารต่างๆออกมาได้น่าทาน ในสมัยก่อนนั้นคำว่า แม่ครัวหัวป่าก์ ใช้กับผู้หญิงที่เป็นแม่ครัว แต่ในปัจจุบันก็สามารถใช้ได้กับผู้ชายเช่นกันโดยจะเรียกว่า พ่อครัวหัวป่าก์ นั่นเอง ทีนี้คำๆนี้ได้มาจากที่ใด มีที่มาอย่างไรนั้น

แม่ครัวหัวป่าก์ คือชื่อตำรับอาหารชาววังมาจาก ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ภาสกรวงศ์ บุนนาค เป็นบุตรีคนโตของ นายสุดจินดา (พลอย ชูโต บุตรจมื่นศรีสรรักษ์) กับคุณนิ่ม สวัสดิชูโต (ธิดาพระยาสุรเสนา) ท่านผู้หญิงเปลี่ยนมีความสามารถในเรื่องของการประกอบอาหาร ท่านเป็นสตรีผู้มีความเฉลียวฉลาดนอกจากทำอาหารทั้ง ของคาว ของหวาน ยังสามารถในเรื่องของหัตกรรม เย็บปักถักร้อย การตกแต่ง ซึ่งเป็นคนแรกที่กำเนิดของหวานอย่างลูกชุบ ถึงขนาดประดิษฐ์เป็นกระถางต้นไม้มาแล้ว นอกจากนี้่ท่านยังมีความสามารถงานปักรูปเสือลายพาดกลอนซึ่งได้รับรางวัลพระราชทานจากรัชกาลที่ 4 จากนั้นงานปักดังกล่าวยังชนะเลิศจากการประกวดระดับโลกที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้เงินรางวัลกว่าพันดอลลาห์ในสมัยนั้น

ท่านผู้หญิงเปลี่ยน ทรงเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งสภาอุณาโลมแดง ในปี พ.ศ.2436 ต่อมาภายหลังจากเหตุการณ์ ร.ศ.112 สภานี้ก็ถูกเปลี่ยนมาเป็น สภากาชาดไทย ในปัจจุบัน และยังเป็นผู้ให้กำเนิดหนังสือตำรับอาหารไทยเล่มแรกของไทยซึ่งถูกเผยแพร่ขึ้นช่วง ร.ศ.127 หรือ พ.ศ. 2451 สมัยรัชกาลที่ 5 หนังสือเล่นนี้ชื่อว่า แม่ครัวหัวป่าก์ ซึ่งเป็นตำราการประกอบอาหารไทยทั้งแบบชาววัง ของหวาน ต่างๆ ถือว่าเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติในสมัยนั้นด้วย

กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน โดย พระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี

ต้องบอกว่าอาหารชาววังมีต้นกำเนิดจากบุคคลสำคัญในพระบรมหาราชวังในสมัยนั้น กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน นี่คือตำรับอาหารชาววังที่เก่าแก่ที่สุดและหายากที่สุดในปัจจุบัน อาหารชาววังนี้เป็นอาหารที่มีอิทธิพลมากในสมัยนั้นคาดว่าปรากฏในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย “กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน” เป็นชื่อต้นตำรับอาหารชาววังประเภทอาหารคาวหวาน ของ พระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี ในช่วงครั้งยังเป็นเจ้าฟ้ารอด

เป็นอาหารที่มีความพิเศษโดยการนำอาหารคาว ถวายคู่กับผลไม้ ของหวานหรือขนมหวานต่างๆ อาหารคาวหวานชาววังนี้มีความพิเศษอีกอย่างหนึ่งคือ การนำเอาความเป็นรสชาติของประเทศต่างๆทั่วโลกมาผสมกับรสชาติของอาหารไทยโบราณได้อย่างลงตัวถือว่านำเอาอิทธิพลอาหารต่างๆมาใช้ อย่างเช่น แกงมัสมั่น จากตะวันออกกลาง, น้ำโชยุ จากญี่ปุ่น, ขนมจีบและรังนก จากจีน ซึ่งนับมาผสมกับอาหารไทยได้อย่างลงตัว และทำให้อาหารนานาชาติเหล่านี้กลายเป็นที่รู้จักในปัจจุบัน

พระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี ท่านทรงมีความสามารถและทรงอัจฉริยะด้านอาหารไทยและอาหารต่างชาติอย่างดีเยี่ยม พระองค์ทรงนำมาดัดแปลงและปรับเปลี่ยนรสชาติดั้งเดิมให้เข้ากับรสชาติของคนไทยได้อย่างดี พระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี หรือ เจ้าฟ้าบุญรอด ทรงรับราชการฝ่ายใน ในช่วงพลัดแผ่นดินรัชกาลที่ 2 พระองค์ประทับอยู่พระตำหนักแดงในพระบรมมหาราชวัง ทั้งนี้ทรงสนิทสนมกับสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงศรีสุนทรเทพ และสมเด็จฯ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพยวดี พระขนิษฐาในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ต้นกำเนิดอาหารชาววัง

อาหารชาววังนั้นถือว่าเป็นอาหารที่มีรสชาติอร่อมกลมกล่อมอย่างมาก ในอดีตอาหารชาววังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้คนในวัง โดยเฉพาะในช่วงรัชกาลที่ 5 มีการคิดค้นเมนูอาหารชาววังจำนวนมาก หลากหลายเมนูบางเมนูยังคงเป็นที่นิยมมากจนถึงปัจจุบัน ทั้งนี้อาหารชาววังนั้นเริ่มมีต้นกำเนิดขึ้นมาในช่วงสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ได้มีการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นเมืองหลวงแทนกรุงธนบุรี ทำให้ฝั่งพระนครซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของวังหลวงมากมาย พระบรมหาราชวังจึงกลายเป็นศูนย์วัฒนธรรม ศิลปะ การแสดง ต่างๆ รวมไปถึงต้นตำหรับอาหารชาววัง ซึ่งอาหารชาววังนั้นเป็นหน้าที่ของสำนักฝ่ายใน โดยเจ้านายฝ่ายหญิงและลูกหลานข้าราชการเข้าถวายตัวรับใช้ ซึ่งก็มีบทบาทสำคัญอย่างมากในวังหลวง

สตรีที่ถวายตัวในวังนั้นและมีฝีมือในการทำอาหารจะถูกเรียกว่า “เครื่องต้น” เป็นหน้าที่จัดสรรวัตถุดิบในการทำอาหารเพื่อถวายแด่พระเจ้าอยู่หัวและเจ้านายพระองค์ต่างๆภายในวัง ซึ่งหากเจ้านายทรงโปรดปรานก็มีโอกาสได้เลื่อนขั้นหรือรับรางวัล อาหารชาววังนั้นมีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากอาหารทั่วไปคือ รสชาติของอาหารที่ต้องมีรสชาติที่กลมกล่อมลงตัว ไม่มีรสชาติใดรสชาติหนึ่งที่โดดเกินไปดังนั้นอาหารชาววังจึงถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “กับข้าวเจ้านาย”

อาหารชาววังที่นำวัตถุดิบมาใช้นั้นต้องมีความสดใหม่ โดยเฉพาะผักต่างๆที่ต้องมีความสดมาก รวมถึงผลไม้ที่ต้องแกะสลักสวยงามและไม่ช้ำ รวมถึงมีวิธีทำที่ต้องใช้ความพิถีพิถันมาก ต้องใช้เวลาในการประกอบอาหารอย่างเช่นข้าวแช่ ต้องหุ้งข้าวให้สวยและต้องใส่ตะแกรงและผ้าขาวบางขัดเมล็ดข้าวจนสวยงามและต้องกรองน้ำล้างให้สะอาดจากน้ำใส่น้ำลอยดอกมะลิแล้วนำไปอบด้วยด้วยเทียนหอม จึงจะได้ข้าวแช่ที่หอมชวนน่าทาน

 

พระรามลงสรง อาหารไทยโบราณ

 

เมนูอาหารไทยโบราณนั้นก็มีมากมายหลากหลายเมนูนะครับ ซึ่งแต่ละยุคแต่ละสมัยเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงไปนั้นนับวันเมนูอาหารไทยโบราณนั้นก็จะค่อยๆ หายไปเรื่อยๆนะครับ ทำให้คนรุ่นใหม่นั้นไม่ค่อยจะรู้จักกันสักเท่าไร โดยในวันนี้ก็จะมานำเสนออาหารไทยโบราณที่เป็นอาหารอันสุดยอด รสชาติอร่อย ละมุนลิ้น ซึ่งใครได้มีโอกาสชิมละก็รับรองเลยนะครับจะติดอกติดใจอย่างแน่นอน

โดยเมนูที่จะนำเสนอกันในวันนี้นั่นก็คือ พระรามลงสรง เป็นอาหารไทยโบราณที่หากินได้ยากมากแล้วนะครับ แต่ก็ยังพอที่จะหากินได้อยู่บ้าง ซึ่งพระรามลงสรงนั้นก็เป็นอาหารประเภทจานเดียวที่ดัดแปลงการทำใหม่มาจากอาหารแต้จิ๋ว ดูหน้าตานั้นก็จะคล้ายๆ ราดหน้าบ้านเรานะครับ แต่ พระรามลงสรง นั้นจะประกอบไปด้วยข้าวหุงสุก โปะหน้าด้วยผักบุ้งลวก หมูลวงแล้วก็ราดด้วยน้ำสะเต๊ะ น้ำพริกเผา หากใครชอบกินเปรี้ยวก็บีบมะนาวลงไปหน่อยเพื่อให้รสชาตินั้นกลมกล่อมอร่อยอย่างบอกใครเชียวละ ความอร่อยของ พระรามลงสรงนั้นก็น่าจะอยู่ที่น้ำราดนะครับ เพราะว่าน้ำราดนิแหละจะเป็นตัวชูทำให้อาหารจานนี้อร่อยเป็นพิเศษเพราะรสชาติของหมูลวก ผักบุ้งลวก เราก็รู้กันอยู่แล้วว่ามันจะจืดๆ แต่ถ้าได้น้ำราดที่อร่อยไปนั้นรับรองเลยว่าเด็ดสุดยอดแน่นอน โดยการทำ พระรามลงสรงนั้นเคล็ดลับการทำให้อร่อยจะต้องเลือกใช้วัตถุดิบที่สดใหม่ สะอาด ไม่มีกลิ่นเหม็นเพราะอาจจะทำให้พระรามลงสรงนั้นเสียนสชาติ และก็อาจจะหมดความอร่อยไปได้เลยทันที เอาเป็นว่าเห็นแบบนี้แล้วก็อยากชวนให้ไปหาลองกินกันดูนะครับเพราะมันอร่อยจนบอกไม่ถูกจริงๆ

ห้องอาหาร บุษราคัม ร้านอาหารไทยโบราณที่ต้องลอง

   อาหารไทยโบราณนับวันก็ยิ่งหากินได้ยากลงทุกทีแล้วนะครับ แต่ถ้าในกรุงเทพนั้นก็ยังพอมีให้เห็นอยู่บ้างแต่จะเป็นในรูปแบบของร้านอาหารที่ตบแต่งร้านให้เข้ากับไทยโบราณกันแท้ๆ  แต่ในปัจจุบันคนรุ่นใหม่ก็ไม่ค่อยจะนิยมกินกันสักเท่าไรนะครับเนื่องจากเป็นอาหารไทย ด้วยขั้นตอนการทำที่ยุ่งยากต้องเอาใจใส่ ประณีตทุกๆ ขั้นตอนเลยทำให้อาหารไทยโบราณนั้นมีราคาค่อนข้างสูง

ในวันนี้เราของแนะนำร้าน ห้องอาหาร บุษราคัม เป็นร้านอาหารไทยโบราณ สูตรต้นตำรับชาววังแท้ๆ ที่ได้สืบทอดสูตรอาหารกันมาจากรุ่นสู่รุ่นกันเลยนะครับ โดยเมนูอาหารที่ร้าน บุษราคัมนั้นก็ถูกปรุงด้วยความวิจิตรงดงามแบบไทย ทั้งรสชาติหน้าตาของอาหารนั้นโดยที่นี้จัดวางได้เลิศเป็นอย่างมากนั้นเอง โดยไม่ว่าแต่ละอย่างที่นำมาเสริฟนั้น ทุกอย่างจะต้องผ่านการแกะสลักเลยทำให้อาหารของทางร้านหน้าตาน่ากินและรสชาติอร่อยนั่นเอง โดยถ้ามีโอกาสมากินที่ร้านบุษราคัมกันแล้วนะครับเมนูที่แนะนำและควรสั่งกันกินนั่นก็คือ ต้มยำกุ้ง ที่จะจัดกุ้งตัวโตๆ เต็มๆ จานมาให้ลูกค้าได้กินกันอย่างจุใจ โดยรสชาตินั้นก็ไม่ต้องพูดถึงครบเครื่อง จัดจ้าน เข้าข้นกันเป็นอย่างมาก โดยทางร้านไม่ได้ขายอาหารอย่างเดียวเท่านั้นะครับ ที่นี้ก็ยังมีครอสการเรียนทำอาหารชาววังไว้ให้บริการสอนอีกด้วย โดยมีเมนูให้เลือกทำมากมายหลากหลายชนิดด้วยกัน เอาเป็นว่าร้านบุษราคัม นิแหละครับถือเป็นอีกหนึ่งร้านอาหารไทยโบราณที่มีรสชาติเป็นเอกลักษณ์และไม่เหมือนใครนั่นเอง

Blue Elephant Restaurant ร้านอาหารชาววังที่ต้องลอง

  อาหารชาววังในปัจจุบันนั้นก็หารับประทานกันได้ยากแล้วนะครับ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะหากินกันไม่ได้เลย ซึ่งก็ยังมีร้านอาหารที่ยังคงเอกลักษณ์ความเป็นไทยเอาไว้อยุ่ โดยในวันนี้นั้น ก็ได้คัดสรรเลือกร้านที่จำหน่ายอาหารชาววังมาให้เพื่อนๆ ได้ลองไปลิ้มกับความอร่อยของอาหารไทยโบราณ รับรองเลยนะครับถ้าได้กินแล้วจะติดใจแน่นอน

Blue Elephant เป็นภัตตาคารอาหารไทยตำรับชาววัง โดยภายในร้านนั้นก็จะตบแต่งให้เป็นบ้านทรงไทยโบราณ ยิ่งไปกว่านั้นภายในร้านนั้นก็ได้ตบแต่งให้มีความหรูหราตะกาลตาทำให้คนที่ได้มารับประทานอาหารนั้นต่างก็ยกนิ้วให้กับบรรยากาศ ยิ่งไปกว่านั้นทางร้านก็ยังมีอาหารไว้ให้บริการเป็นจำนวนมากเช่นกัน โดยเชฟที่นี้นั้นก็ถือได้ว่าเป็นเชฟชั้นเลิศที่การันตีความอร่อยได้เลยนะครับ ว่าสุดยอดจริงๆ เพราะได้สร้างชื่อเสียงให้กับทางร้านมาแล้วอีกด้วย โดยอาหารส่วนใหญ่ของที่นี้ก็ตามคอนเซปของทางร้านนะครับจะเน้นความเป็นไทยแท้ๆ เอาไว้นั้นเอง Blue Elephant   นั้นไม่ใช่เพียงจะเป็นร้านอาหารเท่านั้น ที่นี้ก็ยังเป็นโรงเรียนสอนการทำอาหารชาววังอีกด้วย โดยมีอาจารย์ผู้สอนที่มากประสบการณ์มาสอนเพื่อที่จะได้สืบทอดของดีๆ เอาไว้ให้ลูกหลานได้ชื่นชมนั่นเอง ถ้าหากใครอยากจะมารับประทานอาหารชาววังแบบหรูหรานั้นก็ลองกันได้นะครับกับร้าน Blue Elephant Restaurant ตั้งอยู่ที่ ถนนสาสรใต้ ยานนาวา สาทร กรุงเทพมหานครนั่นเอง โดยทางร้านก็เปิดบริการให้ทุกวันจะมี 2 ช่องนะครับคือเวลา 11.30 – 14.30 น. และมื้อเย็นเวลา 18.30 – 22.30 น. นั่นเอง

เมนูอาหารชาววังที่หากินได้ยาก

   ในปัจจุบันนั้นเทรนด์ร้านกาแฟและร้านขนมนั้นก็มาแรงแซงทางโค้งกันเลยนะครับ ซึ่งในวันนี้เราก็จะมานำเสนอเกี่ยวกับอาหารไทยที่หากินได้ยากมากแล้วนั้น อาจจะไม่มีขายตามท้องตลาด โดยวันนี้ก็อยากจะให้ทุกคนที่เห็นนั้นลองมากินอาหารไทยโบราณกันดูนะครับเพราะทุกๆ ขั้นตอนของการทำนั้นก็ใช้ใจทำล้วนๆ ทำให้ทุกอย่างที่ออกมานั้นดูน่ากินและอร่อยนั่นเอง

ม้าฮ่อ เป็นอาหารไทยโบราณ ที่เป็นอาหารว่างโดยจะใช้ผลไม้ที่มีรสชาติเปรี้ยวจัดเช่น ส้ม สับปะรด แล้วเอาไส้ของข้าวเกรียบปากหม้อนั้นมาวาง ตบแต่งด้วยพริกและผักชี เพียงเท่านี้ก็จะได้อาหารชาววังที่น่าตาน่ากินแล้ว งบ ก็จะมีลักษณะคล้ายๆ กับห่อหมกที่เรากินอยู่กันทุกวัน โดยจะมีเครื่องปรุงและส่วนผสมคล้ายๆ กัน แต่ส่วนใหญ่จะใช้กระทิไม่มากและเน้นใช้เนื้อปลาเยอะๆ เพื่อให้เนื้อของ งบ นั้นมีความละเอียดและเนียน ห่อด้วยใบตองแล้วเอาไปปิ้งให้สุก แกงลูกกล้วย เป็นแกงกะทิแบบชาวใต้ ที่จะต้องใช้กล้วยเล็บมือนางหรือถ้าหากไม่มีก็ใช้กล้วยน้ำว้าดิบก็ได้ โดยอาจจะใส่หมู หรือไก่ลงไป ส่วนเครื่องแกงนั้นถ้าเป็นอาหารไทยแท้ๆ จะต้องโขลกเองให้ละเอียดและหอม รับรองเลยนะครับว่าเมนูนี้ถ้าทำออกมาแล้วเด็ดเป็นอย่างมาก หมูโสร่ง เป็นอาหารที่ต้องใช้ความพิถีพิถัน กันเป็นอย่างมากเลยนะครับ เพราะจะต้องใช้เนื้อหมูที่สับจนละเอียด ปรุงรสด้วยเครื่องเทศตามใจต้องการ น้ำมาพันด้วยเส้นหมี่ซ่วแล้วเอาไปทอดให้เหลืองกรอบ จิ้มกับน้ำจิ้มไก่รับรองเลยนะครับว่าเด็ดอย่างแน่นอน เอาเป็นว่าทั้งหมดก็ถือเป็นอาหารชาววังที่เราได้ยกตัวอย่างมานะครับ โดยจริงๆ แล้วอาหารชาววังก็มีมากมายหลากหลายเมนู ก็อยากจะให้ทุกๆ คนนั้นได้สัมผัสกับรสชาติของอาหารชาววังรับรองเลยนะครับว่าจะอร่อยติดใจอย่างแน่นอน

อาหารชาววัง ต้นตำรับอาหารโบราณที่ใกล้สูญพันธุ์

  ถ้าหากพูดถึงอาหารชาววังนั้น แบบต้นตำรับไทยแท้ๆ นั้นก็คงหากินได้ยากแล้วนะครับเพราะในปัจจุบันนั้นก็แทบจะไม่มีให้เห็น ถือเป็นเรื่องที่น่าเศร้าเป็นอย่างมากเลย เพราะถ้าต้นตำหรับอาหารไทยได้สูญพันธุ์ไปพร้อมๆ กับคนรุ่นเก่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมไทย แต่ในปัจจุบันแทบไม่มีให้เห็น ถึงมีแต่ก็มีไม่มาก ด้วยความยุ่งยากความประณีตในการทำอาหารชาววังทำให้หลายๆ คนไม่ค่อยมีเวลาทำถึงขนาดนั้น

โดยปัจจุบันอาหารต่างชาติก็เข้ามามีอิทธิพลกันเป็นจำนวนมากเลยนะครับ ซึ่งก็มีไม่กี่คนนะครับที่จะคงรักษาอาหารชาววังแบบนี้ไว้อยู่ต่อ โดยก็มีร้านอาหารชาววังอยู่บ้างในกรุงเทพแต่ก็อย่างที่บอกหลายๆ คนในปัจจุบันก็ไม่ค่อยรู้จักกันเท่าไร ว่าอาหารชาววังมันคืออะไร รสชาติเป็นยังไง โดยเอกลักษณ์ของอาหารชาววังนั้นก็จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับ ความพิถีพิถันในการประกอบอาหารที่ต้องใส่ใจในทุกๆ ขั้นตอนในการทำ การปรุงให้รสชาตินั้นกลมกล่อม กินแล้วรู้สึกอร่อย ซึ่งทำให้แตกต่างกับอาหารที่เราทำกินทั่วๆ ไปเป็นอย่างมาก โดยในปัจจุบันนั้นก็มีหลายๆ หน่วยงานที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน เพราะดูเหมือนว่ากำลังจะอนุรักษ์ต่อไปให้ลูกหลานได้ดูเป็นตัวอย่างของการทำอาหาร อาหารชาววังถือเป็นอีกหนึ่งอาหารที่อร่อย มีรสชาติที่ไม่เหมือนใคร ถ้าจะให้พูดถึงอาหารที่ใช้ความพิถีพิถันกันเป็นอย่างมากนั้นก็ต้องยกให้กับ ขนมจีบไทย ที่เป็นแป้งหุ้มสีขาว นิยมทำไส้ไก่ จับจีบรอบอย่างประณีตและบรรจงทำให้อาหารนั้นมีความน่ากินเป็นอย่างมากนั่นเอง เอาเป็นว่าถ้าหากใครยังไม่เคยลองกินหรือลองทำอาหารชาววังก็อยากจะให้ทุกๆ คนนั้นสนใจเรื่องนี้กันสักหน่อยนะครับเพื่อเป็นการอนุรักษ์ของดีๆ ให้อยู่กันนานๆ นั่นเอง

อาหารชาววัง

   อาหารชาววังนั้นก็มีมาตั้งนานมากแล้วนะครับ โดยความแตกต่างของอาหารชาวบ้านกับชาววังนั้น ก็แตกต่างกันเป็นอย่างมาก เช่นถ้าเป็นแกงไก่ ถ้าเป็นบ้านๆ แบบเราก็คงจะสับไก่เป็นชิ้นๆ ติดกับกระดูกไปแกง แต่ถ้าเป็นชาววังแท้ๆ นั้นก็จะใช้วิธีหั่นไก่ให้ได้ขนาดพอดีคำโดยการทำนั้นก็จะมีวิธีการที่ประณีตเป็นอย่างมาก ทุกๆ ขั้นตอนต้องใช้ใจใส่ลงไปเพื่อที่จะได้อาหารที่มีรสชาติอร่อย

ความประณีตของอาหารชาววังนั้นก็มีทุกๆ ขั้นตอนนะครับตั้งแต่การเริ่มเตรียมจัดหาวัตถุดิบ เช่นการโขลกน้ำพริกนั้นถ้าเป็นอาหารชาววังก็จะต้องโขลกให้ละเอียดมีสีสันที่สวยงาม และต้องอร่อยด้วย เลยทำให้จุดเด่นของอาหารชาววังนั้นก็จะเป็นพวกสีสันของอาหาร หน้าตาของอาหาร โดยเฉพาะถ้าทำแกงเขียวหวาน น้ำแกงของชาววังนั้นก็จะต้องมีสีเขียวที่น่ากิน มะเขือพวงต้องสุกกำลังดีไม่ดำเหมือนอย่างที่เราๆ ได้ทำกินกันนั้น แล้วเนื้อไก่ต้องมีวิธีหั่นที่น่ากิน ไม่มีกระดูกนั่นเอง ส่วนเรื่องของการหั่นการซอยนั้นก็จะต้อประณีตเป็นอย่างมาก ต้องให้ความสำคัญๆ ทุกๆ อย่าง เช่น การหั่นเต้าหู้ในการทำหมี่กรอบนั้นก็จะต้องให้เท่ากับก้านไม้ขีดไฟ เส้นที่จะใช้ทำต้องผึ่งให้แห้งก่อนมาทำ โดยอาหารชาววังนั้นก็อย่างที่บอกอะครับว่าจะต้องใส่ใจในทุกๆ รายละเอียด อย่างปลาสดก็เช่นกัน ก่อนที่จะนำไปทำอาหารก็จะต้องใช้มะนาวถูเพื่อให้ปลานั้นดูสด น่ากิน เอาเป็นว่าถ้าบ้านใครชื่นชอบทำอาหารชาววังผมอิจฉาเป็นอย่างมากเลยนะครับเพราะนอกจากอาหารจะน่ากินแล้วยังมีวิธีการทำที่น่ารัก และใส่ใจทุกๆ ขั้นตอนอีกด้วยนั่นเอง